วันจันทร์ที่ 24 สิงหาคม พ.ศ. 2552

LCD

สำหรับเมื่อช่วงปีที่ผ่านจอภาพแบบ LCD นั้นได้มีการเปิดตัวจอภาพรุ่นใหม่ๆ มามากมาย อีกทั้งยังมีการลดราคาให้สามารถที่จะเลือกซื้อได้ง่ายขึ้น จึงทำ ให้ผู้ที่ต้องการเลือกซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ไปใช้งานนั้นสามารถที่จะเลือกซื้อ จอภาพแบบ LCD ไปใช้งานกัน แต่ก็ยังมีข้อที่สงสัยกัน โดยมากว่าการเลือกซื้อจอ ภาพ LCD นั้นจะ แตกต่างกับจอภาพแบบ CRT บ้างหรือไม่ ซึ่งเมื่อจะดูจากเทคโนโลยีแล้วนั้น ก็ย่อมจะมีส่วนที่แตกต่างกันมาก ดังนั้นก็เลือกซื้อจอภาพ LCD จึงมีข้อที่ให้สังเกตในการเลือกซื้อที่แตกต่างจากจอภาพ CRT ออกไปเป็นบางส่วน ซึ่งก็จะกล่าวกันต่อไป

อย่างที่กล่าวมาจอภาพแบบ LCD นั้นมีการ ทำงานที่แตกต่างจากจอภาพแบบ CRT นั้นก็เพราะว่าเทคโนโลยีของจอภาพแบบ LCD หรือ Liquid Crystal Display ซึ่งเป็นจอภาพที่เป็นการแสดงภาพแบบดิจิตอล (Digital) โดยภาพที่ได้นั้นเกิดจากการปรากฏขึ้นจากแสงที่ปล่อยออกมาจากหลอดไฟด้าน หลังของจอภาพ (Back light) และแสงนั้นก็จะผ่านชั้นกรองแสง (Polarized filter) แล้วแสงนั้นก็จะทำการผ่านต่อไปยังชั้นที่ผลึกคริสตัลเหลวที่เรียงตัวกัน เป็น 3 เซลล์ด้วยกัน นั้นคือ แสงสีแดง แสงสีเขียว และแสงสีน้ำเงิน โดยแสงที่ได้นั้นจะกลายเป็นแต่ละพิกเซล (Pixel) และรวมกันจนกลายเป็นภาพที่ได้ออกมา ทางหน้าจอ โดยจอภาพแบบ LCD นั้นได้มีการพัฒนามาอย่างต่อเนื่องจนสามารถที่จะแบ่งออกได้เป็น 2 ประเภทนั้นคือ

• จอภาพที่ใช้เทคโนโลยี STN (Super-Twisted Nematic) ซึ่งเป็นเทคโนโลยีที่ให้ความคมชัด และแสงสว่างไม่มากนักจึงทำให้นิยมนำไปใช้งาน กับอุปกรณ์ ประเภทเคลื่อนที่ขนาดเล็กๆ อย่างโทรศัพท์มือถือ เกม เคลื่อนที่ หรือจอภาพของ Palm ที่เป็นแบบขาวดำ

• จอภาพที่ใช้เทคโนโลยี TFT (Thin Film Transistor) เป็นเทคโนโลยีที่นิยมนำมาใช้งานทั้ง จอของเครื่องโน้ตบุ๊ก (Notebook) และจอภาพที่ นำมาใช้งานกับเครื่องคอมพิวเตอร์ทั่วไปเป็นอย่าง มากเนื่องจากว่าภาพที่ได้จากเทคโนโลยีนี้นั้นจะมีความคมชัด และแสงสว่างกว่าแบบแรกเป็นอย่างมาก

เมื่อได้รู้ถึงเทคโนโลยีในการแสงภาพของจอภาพแบบ LCD กันแล้ว ก็จะเห็นได้ว่าจอภาพแบบ LCD นั้นมีขั้นตอนในการแสดงภาพที่แตกต่างจากจอภาพ แบบ CRT อย่างเห็นได้ชัดสำหรับ การเลือกซื้อที่สามารถจะเลือกซื้อจอภาพที่ได้อย่าง ถูกต้องนั้นก็จะมีหลายวิธีที่จะสามารถที่จะพิจารณา ในการเลือกซื้อจอภาพ แบบ LCD ได้เป็นอย่างดี โดยขั้นตอนนี้ก็จะมีดังต่อไปนี้

1.เลือกขนาดที่เหมาะสมกับการใช้งาน
ในการใช้งานจอภาพนั้นจำเป็นจะต้องเลือก ใช้งานขนาดของจอภาพให้เหมาะสมกับงานเป็นอย่างมาก เพื่อที่จะได้ช่วยให้การทำงานนั้นมีประสิทธิภาพมาก ยิ่งขึ้น อย่างเช่นการทำงานที่เกี่ยวกับงานเอกสารนั้น ก็สามารถที่จะเลือกซื้อจอที่มีขนาดตังแต่ 14"-17" ได้ แต่ถ้าจะใช้จอภาพ ที่มีขนาดใหญ่ไปกว่านี้ก็จำเป็น ต้องปรับขนาดของ ตัวหนังสือให้เล็กลง เพราะถ้าไม่ทำเช่นนี้ก็อาจจะ ทำให้เกิดอาการปวดตาขึ้นมากได้ เพราะตัวหนังสือ ที่แสดงมีขนาดใหญ่จนเกินไป สำหรับ การทำงานทางด้านการออกแบบกราฟิก ตกแต่งรูปภาพ การ ใช้จอภาพที่มีขนาดใหญ่อย่าง 17", 19" และ 21" นั้นก็จะช่วยให้การทำงานนั้นมีประสิทธิภาพ เพิ่มขึ้น เพราะการทำงานแบบนี้จะเป็นต้องใช้ความละเอียด และการมองภาพ และวัตถุบนจอภาพที่มากกว่าการทำงานปกติเป็นอย่างมาก และสำหรับผู้ที่ใช้งาน เครื่องคอมพิวเตอร์เพื่อความบันเทิงนั้น สามารถ ที่จะเลือกใช้งานจอภาพได้ตามความเหมาะสมกับงบที่มีอยู่ โดยน่าจะเริ่มใช้งานที่ 17" ขึ้นไป เนื่องจากว่าการ ใช้งานจอภาพขนาด 15" นั้นดูเหมือนจะไม่เพียงพอกับการใช้คอมพิวเตอร์ในการเล่นเกม และชมภาพยนตร์ แต่สิ่งที่สำคัญนั้นคือจอภาพแบบ LCD นั้นที่มีขนาด ใหญ่นั้นราคายังคงแพงอยู่เป็นอย่างมาก ซึ่งเมื่อคิดจะเลือกซื้อนั้นให้คำนึงถึงความเหมาะสม และงบให้เป็นอย่างมาก

2.ความละเอียดของจอภาพ
ในส่วนของเรื่องความละเอียดของจอภาพแบบ LCD นั้น จะมีจำนวนของ Pixel ที่แน่นอน ซึ่งแตกต่างจากจอภาพแบบ CRT ที่มีจำนวนของ Dot pitch ที่ไม่แน่นอน และสามารถที่จะปรับความละเอียดได้หลายค่า ขึ้นอยู่กับแต่ละเทคโนโลยี แต่สำหรับจอภาพแบบ LCD นั้น แม้จอภาพจะใช้ เทคโนโลยีที่แตกต่าง กันแต่ความ ละเอียดสูงสุดของจอภาพก็จะเท่ากันเสมอ เช่น จอภาพขนาด 15" นั้นก็จะมีความละเอียดสูงสุดที่ 1024x768 เท่ากัน และ จอภาพขนาด 17" นั้นก็ จะมีความ ละเอียดสูงสุดที่ 1240x1024 เท่ากันอีกเช่นกัน จะเห็นได้ว่าจอภาพที่มีขนาดใหญ่ก็จะมีค่าความละเอียดของภาพสูงขึ้นตามลำดับ นี้ก็เป็นอีกข้อหนึ่ง ที่น่าสังเกตในการเลือกซื้อจอภาพแบบ LCD

3.ค่าของ Dot Pitch
สำหรับค่าระยะห่างของจุดภาพนั้น อย่างที่กล่าวมากข้างต้นนั้นจอภาพแบบ LCD อาศัยหลักการเรืองแสงของผลึกเหลว ดังนั้นค่าระยะห่างของจุดภาพนั้น จึงมักจะเท่าๆ กันเสมอในทุกๆ เทคโนโลยีที่จอภาพมีการใช้งาน ซึ่งในส่วนนี้นั้นก็มักจะมีบ้างผู้ผลิตที่สามารถจะทำการปรับเปลี่ยนระยะให้มีขนาดเล็กลง ได้บ้าง เพียงเล็กน้อย ซึ่งจะเห็นได้ชัดว่ายิ่งค่าของ Dot Pitch มีขนาดเล็กลงความละเอียด และความคมชัดของภาพ ก็มักจะมีมากขึ้นตามไปด้วย สำหรับจอภาพขนาด 15" นั้นส่วนใหญ่แล้วก็มักจะมีค่าของ Dot Pitch ที่ 0.297 มิลลิเมตร สำหรับจอภาพนาด 17" นั้นก็ จะมีค่า 0.264 มิลลิเมตร ซึ่งจอภาพบ้างจอ อาจจะมีค่าที่ แตกต่างไป แต่ค่าของ Dot Pitch ที่ให้ไว้นั้นเป็นมาตรฐานของจอภาพแบบ LCD เป็นส่วนใหญ่

4.จำนวนของเม็ดสี (Bit Depth)
สำหรับค่าของ Bit Depth นั้นเป็นค่าตัวเลข ที่จะบอกถึงความสามารถในการแสดงของจำนวนเม็ดสี ที่จอภาพสามารถที่จะแสดงได้ โดยค่าตัวเลขดังกล่าว จะอยู่ในรูปของตัวเลขในรูปแบบดิจิตอล คือ 8 bit, 16 bit และ 24 bit ยิ่งมีค่าของ Bit Depth ยิ่งมาก สีที่แสดงออกมาก็จะยิ่งมากขึ้นตาม นั้นคือถ้าเป็นแบบ 8 bit สีที่ได้ ก็คือ ตัวเลขฐาน 2 คูณกัน 8 ครั้ง นั้นคือ 2x2x2x2x2x2x2x2 ก็จะเท่ากับ 256 สี และถ้าหากเป็นแบบ 16 bit แล้ว สีที่ได้ก็จะมีจำนวน 65,536 สี ซึ่งเป็นค่าที่เพียงพอสำหรับการแสดงภาพถ่าย และภาพ 3 มิติทั่วไป ถ้าจะให้ดีและสีที่แสดง ออกมาไม่มีผิดเพี้ยน และได้สีที่ครบถ้วนนั้น ก็ควรที่จะใช้งานที่ ระดับ Bit Depth มากว่า 16 bit ขึ้นไป


สำหรับสิ่งที่กล่าวมากใน 4 ข้อแรกนั้นเป็นวิธีในการที่จะดูถึงความสามารถของจอภาพ ซึ่งทั้ง 4 ข้อนั้นสามารถที่จะใช้รวมกับการเลือกซื้อจอภาพแบบ CRT ได้เหมือนกัน เนื่องจากว่าทั้ง LCD และ CRT จะมีละเอียดในการเลือกซื้อเหมือนกัน ทั้ง 4 ข้อที่กล่าวมา ซึ่งต่อไปจะเป็นการกล่าวถึงวิธีการเลือกซื้อที่มี เฉพาะในจอภาพแบบ LCD เท่านั้น แต่ในบ้างครั้งก็จะมีปรากฏในรายละเอียดทางด้านเทคโนโลยีของ CRT แต่ก็ไม่สามารถที่จะเป็นสิ่งชี้ชัดในการเลือกซื้อได้ เพราะค่าดังกล่าวมักจะเท่าๆ กันเกือบทั้งหมด


รูปแบบของมุมในการสะท้อนของแสง และมุมที่จะได้รับภาพชัดเจน

5.ค่า Viewing Angle
สำหรับค่าของ Viewing Angle นี้เป็นค่าของมุมในการแสดงภาพ ซึ่งเป็นสิ่งที่มีอยู่ในเฉพาะจอภาพแบบ LCD เท่านั้น เพราะจอภาพแบบ LCD ดันมักจะมีการสะท้อนของแสงสีขาวที่ ออกมาจากจอภาพ ทำให้ภาพที่ได้นั้นพร่ามัว และ สีของภาพจะไม่ชัดเจนไม่เหมือนจริง ซึ่งในจอภาพ ในแต่ละรุ่นจะมีค่า นี้เป็น “องศา” นั้นคือ มุมที่สามารถมองเฉียงออกจากกลางจอภาพได้เป็นระยะ กี่องศา ทั้ง 4 ด้าน โดยจะแบ่งออกเป็น 2 ทิศทาง เป็นแนวตั้ง คือ มองจากด้านบน และด้านล่าง แนวนอน คือ ด้านซ้าย และด้านขวา โดยที่ค่านี้ยิ่งมากเท่าไร มุมมองที่สามารถจะแสดงแล้วภาพไม่พร่ามัว ก็จะยิ่งมากตามขึ้นไปด้วย

6.ค่าความสว่างของจอภาพ
จอ ภาพที่ดีนั้น ควรที่จะมีความสว่างที่เพียงพอกับการใช้งานในระดับปกติ แต่ถ้าจอภาพ นั้นมีแสงสว่างมากจนเกินไปก็จะทำให้แสงสีขาวมีมากเกินไปทำ ให้ภาพนั้นดูซีด และไม่เป็นผลดีกับสายตาอย่างแน่นอน ซึ่งค่านี้สามารถที่จะดูได้ที่ค่า Contrast Ratio ซึ่งเป็นค่าของอัตราส่วนระหว่าง “ความสว่างของแสง สีขาว” กับ “ความคมชัดของแสงสีดำ” โดยในบ้างครั้ง ค่าเหล่านี้มักจะไม่มีผลกับการเลือกซื้อจอภาพแบบ LCD มากนัก เพราะ เนื่องจากว่าผู้ซื้อส่วนใหญ่แล้ว มักจะตัดสินใจเลือกซื้อจอภาพที่ให้แสงสว่างได้เหมาะสมกับผู้ใช้เป็นส่วนใหญ่ กล่าวคือในการเลือกซื้อนั้นผู้ซื้อควรที่ จะทำการทดสอบใช้งานด้วยสายตาตนเอง จะเป็นดี ที่สุด เพราะว่าความเหมาะสมกับแสงสว่างที่ใช้งาน ในสายตาของคนแต่ล่ะคนย่อมที่จะแตกต่างกันออกไป การทดสอบด้วยตาตนเองจะเป็นการดีที่สุด

7.ความเร็วในการตอบสนองของภาพ
ความเร็วในการตอบสนองนั้น เราสามารถ ที่จะวัดได้จาดค่า Response time ซึ่งเป็นค่าที่ จะทำการวัดช่วงระยะเวลาที่ภาพสามารถตอบสนอง และ แสดงเป็นภาพได้ โดยจะมีหน่วยเป็น “มิลลิ--วินาที” ซึ่งค่านี้ยิ่งน้อยเท่าไร ก็แสดงว่าจอภาพนั้นสามารถที่จะแสดงภาพได้รวดเร็วมากยิ่งขึ้น โดยค่านี้จะไม่มีผลกับ ผู้ที่ทำงานทางด้านเอกสารทั่วไป แต่จะเห็นผลกับผู้ที่ใช้งานจอภาพในด้านการแสดงภาพ วิดีโอ การทำงานทางด้านกราฟิกต่างๆ รวมทั้งการเล่นเกม เพราะถ้าค่า นี้ยิ่งน้อยเท่าไร อาการที่จะเกิดการกระตุกของภาพระหว่าง การแสดงภาพยิ่งลดน้อยลง

ช่องต่อแบบ D-Sub 15pin และแบบ DVI ที่อยู่บน กราฟิกการ์ด ที่จอภาพที่มีช่อต่อทั้งแบบ D-Sub 15pin และแบบ DVI จึงสามารถที่จะใช้งาน ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

8.ช่องต่อแบบ แอนะล็อก (Analog) และแบบดิจิตอล (Digital)
โดยทั่วไปแล้วจอภาพนั้นจะทำการรับข้อมูลที่จะนำมาแสดงภาพจากตัวกราฟิกการ์ด ที่มีการเก็บข้อมูลดังกล่าวไว้ในหน่วยความจำ ทั้งแบบ Frame Buffer หรือ Video RAM ซึ่ง ข้อมูลที่เก็บไว้นั้นจะอยู่ในรูปแบบของข้อมูลดิจิตอล ซึ่งในการส่งข้อมูลทั่วไป โดยผ่านทางพอร์ตแบบ VGA หรือที่เรียกอีก อย่างว่าพอร์ต D-Sub 15 pin นั้นกราฟิกการ์ดจะทำการแปลงสัญญาณข้อมูลที่เป็นดิจิตอลให้เป็นสัญญาณแบบอนาล็อก แล้วจึงค่อยส่งสัญญาณข้อมูลออก มาทางสายสัญญาณ โดยที่สัญญาณนั้นจะมีการแบ่งเป็นสัญญาณของแต่ละแม่สี นั้นคือ สีแดง สีน้ำเงิน และสีเขียว ซึ่งจะต่างจากการส่งสัญญาณ ของโทรทัศน์ ทั่วไปที่จะส่งรวมกันมา จึงเป็นเหตุผลที่ว่าจอภาพที่ใช้งานกับคอมพิวเตอร์นั้นจะมีคุณภาพของภาพสูงกว่าเป็นอย่างมาก แต่การส่งสัญญาณแบบนี้นั้นก็ยังทำให้ คุณภาพของภาพนั้นเสียไป ในขั้นตอนการแปลงสัญญาณจากดิจิตอลเป็นแอนะล็อก ถึงแม้ในขั้นตอนการแปลงจะใช้เวลาไม่มาก แต่ก็เพียงพอที่จะเพิ่มเวลาในการ แสดงภาพมากขึ้น ในขณะที่คุณภาพลดลง ดังนั้นจึงได้มีพอร์ตแบบ ดิจิตอล หรือ DVI (Digital Video Interface) โดยเทคโนโลยี DVI นั้นจะเป็นการนำเอา ข้อมูลที่อยู่ในรูปแบบดิจิตอลที่อยู่ในหน่วยความจำของ กราฟิกการ์ด มาแสดงบนจอภาพเลย โดยไม่มีการแปลงสัญญาณ จึงทำให้สัญญาณภาพนั้นมีคุณภาพ และความเร็วมากขึ้น โดยการเลือกซื้อนั้น ก็จำเป็นต้องอาศัยกราฟิกการ์ดที่มีพอร์ตแบบ DVI ไว้ให้ใช้งาน และที่ตัวจอภาพก็จำเป็นต้องมีพอร์ต แบบ DVI ติดตั้งอยู่เหมือนกัน จึงจะสามารถใช้งาน ได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ

ขนาดความหนาของจอภาพที่แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด

9.ระบบการจ่ายพลังงานไฟฟ้า
เนื่องจากจอภาพแบบ LCD นั้นเป็นจอภาพ ที่ขึ้นชื่อในด้านการประหยัดพลังงานไฟฟ้าได้เป็นอย่างดี ดังนั้นระบบการจ่ายไฟฟ้าจึงมีส่วนสำคัญ และแตกต่าง จากจอภาพแบบ CRT เล็กน้อยตรงที่จอภาพแบบ LCD นั้นจะมีตัวแปลงกระแสไฟฟ้าทั้งแบบ ด้านใน (Internal) และแบบด้านนอก (External) ซึ่งจอภาพ แบบ LCD ที่มีตัวแปลง กระแสไฟฟ้าแบบภายใน และภายนอกนั้นก็จะมีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง โดยแบบภายในนั้นข้อดีก็คือ การติดตั้ง และเวลาเคลื่อนย้าย ไปใช้งาน ที่อื่นสามารถที่จะยกไปใช้งาน และติดตั้งได้ง่าย ไม่จำเป็นต้องนำอุปกรณ์อื่นๆ ไปด้วย สำหรับ ข้อเสียคือ เรื่องของความหนาในส่วนของด้านหลัง ของจอภาพ ซึ่งจะเป็นต้องเพิ่มเนื้อที่ในการติดตั้งในส่วนของตัวแปลงกระแสไฟฟ้าเพิ่มขึ้น และข้อเสียอีกข้อหนึ่งคือเรื่องของความร้อนที่ เกิดขึ้น เพราะตัวแปลง กระแสไฟฟ้า

สำหรับจอภาพ แบบ LCD ที่มีตัวแปลงกระแสไฟฟ้าด้านนอกนั้นข้อดีก็คือ จอภาพจะมีความแบน และบางเป็นอย่างมาก และจะมีน้ำหนังที่เบา ความร้อนที่ เกิดขึ้นในระหว่างใช้งานจะมีไม่มาก เนื่องจากนำส่วนการแปลงกระแสไฟฟ้าออกไปไว้ข้างนอก ข้อเสียนั้นคือ การติดตั้ง และการเคลื่อนย้ายเป็นไปได้ลำบาก เนื่อง จากจำเป็นต้องนำเอาตัวแปลงกระแสไฟฟ้าที่แยกออกมาก นำไปติดตั้งด้วยทุกครั้ง และตัวแปลงกระแสไฟฟ้าของจอภาพ ในแต่ละรุ่นมักจะแตกต่างกัน จึงไม่สามารถที่จะใช้งานร่วมกันได้ เพราะถ้าค่าของกระแสไฟฟ้าผิดจากที่ใช้ปกติ อาจจะทำให้เกิดความเสียหายขึ้นกับจอได้

นั้นก็เป็นข้อสังเกตในการเลือกซื้อ จอภาพแบบ LCD ซึ่งเป็นข้อสังเกตที่สามารถจะทำการดูได้จากข้อมูลทางเทคนิค (Specification) ของ จอในแต่ละรุ่น เพื่อที่จะทำการตัดสินใจเลือกซื้อ จอภาพแบบ LCD มาใช้งาน เพื่อให้ได้จอภาพที่เหมาะสมกับการใช้งาน และเหมาะกับตัวผู้ใช้งานมากที่สุด โดยในแต่ละข้อนั้น ก็สามารถที่จะนำไปประยุกต์ในการเลือกซื้อจอภาพแบบอื่นๆ ได้อีก สำหรับข้อแตกระหว่างจอภาพแบบ CRT กับ LCD นั้นก็สามารถที่จะทำการสรุปเป็นข้อๆ ได้ดังนี้

รูปร่าง และน้ำหนัก : จอภาพแบบ LCD นั้นจะมีความบาง และแบนกว่าจอภาพแบบ CRT เป็นอย่างมาก นั้นเป็นเพราะเทคโนโลยีในการแสดงภาพที่แตกต่าง กัน ซึ่งเป็นข้อดีที่ LCD นั้นได้เปรียบจอภาพแบบ CRT อยู่มาก อีกทั้งด้วยความบาง และแบนของจอ LCD จึงทำให้น้ำหนักนั้นเบากว่าจอ CRT เป็นอย่างมาก การเคลื่อนย้าย จึงสามารถทำได้ง่ายกว่า

พื้นที่ในการแสดงผล : ในบางครั้งหลายๆ ท่านจะสังเกตเห็นได้ว่าจอภาพแบบ LCD นั้นถึงแม้จะมีขนาดเท่ากับจอภาพแบบ CRT มักจะมีพื้นที่ในการ แสดงภาพมากกว่าอย่างเห็นได้ชัด นั้น ก็เพราะว่าจอภาพแบบ LCD นั้นสามารถที่จะแสดง ภาพได้เต็มพื้นที่ อีกทั้งความบาง และความคมชัด ของจอภาพจึงทำ ให้ดูเหมือนจอภาพของ LCD จะมีพื้นที่แสดงภาพมากกว่าจอภาพแบบ CRT ที่มีขนาดเท่ากัน

ความคมชัดของภาพ : ถึงแม้ว่าจอภาพแบบ LCD นั้นจะมีระยะห่างของจุด (Dot Pitch) มากว่าจอภาพแบบ CRT บางรุ่น แต่ความคมชัด และสีสันนั้น จอภาพแบบ LCD จะมีอยู่สูงกว่าจอภาพแบบ CRT อยู่มากเนื่องจากว่าจอภาพแบบ LCD ใช้หลักการเรืองแสง และแสดงภาพแบบดิจิตอลภาพที่ได้จะแสดง ได้ถูกต้องตามตำแหน่งของภาพได้มากกว่า และเนื่องจากเป็นผลึกเหลว การไล่สีของภาพจึงสามารถที่จะทำได้ดีกว่าการยิงแสงของจอภาพแบบ CRT ภาพที่ได้ จึงคมชัดมากกว่า

การกระจายของรังสี : นี้ก็เป็นอีกข้อหนึ่งที่เป็นที่พูดถึงกันมากในการใช้งานคอมพิวเตอร์ นั้นคือ การกระจายรังสีของจอภาพที่ใช้งานกับคอมพิวเตอร์ ซึ่งจริง แล้วการกระจายรังสีนี้มีอยู่ในทุกๆ จอภาพ ไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ รวมทั้งอุปกรณ์แสดงภาพต่างๆ แต่ทำไหมถึงจอภาพแบบ CRT จึงเป็นที่พูดถึงกับบ่อย ซึ่งจริงๆ แล้วจอภาพที่อาศัยหลักการยิงแสงอิเล็กตรอน ให้เกิดภาพทุกจอ มีการกระจายรังสีเท่ากันไม่ว่าจะเป็น โทรทัศน์ หรือจอ CRT แต่การชมโทรทัศน์นั้น มักจะชมกันอยู่ในระยะที่ไกล จึงทำให้ ได้รับรังสีน้อย และแทบจะไม่มีผลกระทบมากนัก แต่จอภาพที่ใช้งานกับคอมพิวเตอร์นั้น การใช้งาน ส่วนใหญ่จะอยู่ใน ระยะที่ใกล้ โอกาสที่จะได้รับรังสีจึงมีมากกว่าปกติ แต่สำหรับจอภาพแบบ LCD นั้นการกระจายของรังสีนั้นมีน้อยกว่าจอภาพแบบ CRT ดังนั้นโอกาสที่จะได้ รับผลกระทบจากรังสีจึงน้อยตามมา ซึ่งก็ช่วยให้สายตา และสุขภาพของผู้ใช้งานได้รับอันตรายจากการใช้งานคอมพิวเตอร์ได้น้อยลง

ประหยัดพลังงาน : ข้อ นี้เป็นที่รู้กันดีอยู่แล้วว่าจอภาพแบบ LCD นั้นใช้พลังงานที่น้อยกว่าจอภาพแบบ CRT ถึง 50%-60% ยิ่งถ้าในองค์กรที่มีการใช้ งานเครื่องคอมพิวเตอร์เป็นจำนวนมาก การใช้งานจอภาพแบบ LCD จะเป็นการช่วยลดรายจ่ายในเรื่องของค่าไฟฟ้าในระยะยาวได้เป็นอย่างมาก และก็ถือเป็นการ ประหยัดการใช้งานพลังงานไฟฟ้าได้เป็นอย่างดีทีเดียว

ราคา : สำหรับในข้อนี้นั้นจอภาพแบบ CRT คงจะได้เปรียบอยู่มากเนื่องจากจอภาพแบบ CRT นั้นราคาถูกกว่าจอภาพแบบ LCD อยู่มาก เมื่อเปรียบเทียบใน ขนาดของจอภาพที่เท่ากัน ดังนั้นผู้ซื้อส่วนใหญ่มักจะเลือกซื้อจอภาพแบบ CRT กัน เป็นส่วนมาก ถึงแม้จอ LCD จะมีประสิทธิภาพในการใช้งานที่มากกว่า แต่ ราคามักจะเป็นสิ่งที่กำหนด และมีผลในการตัดสินใจในการซื้ออยู่มาก

สรุป
จาก ที่กล่าวมานั้นก็น่าที่จะทำให้การเลือกซื้อจอภาพแบบแบบ LCD นั้นสามารถทำได้ง่ายขึ้น ซึ่งน่าจะทำให้ผู้ที่ต้องการจะเลือกซื้อจอภาพแบบ LCD มาใช้ งานนั้นสามารถที่จะเลือกซื้อจอภาพที่เหมาะสมกับตัวผู้ใช้งาน และสามารถที่จะใช้งานได้ถึงประสิทธิภาพสูงสุดของจอภาพ และถึงแม้จอภาพแบบ LCD ยังมี ราคาที่แพงกว่าจอภาพ CRT อยู่มากนั้น แต่ประสิทธิภาพ และประโยชน์ที่จะได้รับจากจอภาพแบบ LCD นั้นก็มีไม่น้อย ถ้าจะตั้งงบในการเลือกซื้อจอภาพมาก ขึ้นสักหน่อยก็เป็นเรื่องที่ดี และสมควรเป็นอย่างยิ่ง เพราะอย่าลืมว่าการใช้งานที่ภาพที่ไม่เมาะสม กับงานที่ทำ หรือการตั้งค่าที่ผิดไป ผลเสียก็จะมีต่อผู้ใช้โดย ตรง ซึ่งย่อมเป็นสิ่งที่ไม่คุ้มค่าเลย แม้แต่น้อย จึงอยากจะให้ผู้ที่ต้องการจะเลือกซื้อจอภาพมาใช้งานนั้นเลือกซื้อจอภาพที่ดี มีคุณภาพ และเหมาะสมกับผู้ใช้ใหม่มาก ที่สุด ซึ่งผลงานที่ได้ออกมานั้นก็จะเป็นสิ่งที่ดีที่สุดตามมาเหมือนกัน